0

(0)

TCBR Podcast EP. 8 | ชงกาแฟเองแบบโปร ต้องรู้สิ่งนี้!

2025-09-23 15:55:08

#TCBR Podcast

ชงกาแฟเองแบบโปร ต้องรู้สิ่งนี้! 7 เคล็ดลับชงกาแฟให้รสชาติอร่อยเหมือนบาริสต้ามืออาชีพ


สำหรับคอกาแฟตัวจริง การได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยกาแฟหอมๆ สักแก้วที่เรา ชงกาแฟเอง กับมือนั้นเป็นความสุขที่หาจากที่ไหนไม่ได้เลย แต่หลายคนอาจเคยประสบปัญหาว่าทำไมกาแฟที่ชงเองที่บ้านรสชาติถึงไม่เหมือนเดิมในแต่ละวัน หรือไม่อร่อยเหมือนที่ร้านเลย นั่นเพราะการชงกาแฟนั้นมีรายละเอียดที่ซับซ้อนและมีตัวแปรหลายอย่างที่ส่งผลต่อรสชาติ


บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก เคล็ดลับชงกาแฟ ที่สำคัญ ตั้งแต่การทำความเข้าใจเมล็ดกาแฟ การคั่ว ไปจนถึง เทคนิคการชงกาแฟ ที่จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมรสชาติของกาแฟได้ดียิ่งขึ้น ให้กาแฟที่ชงออกมามีรสชาติที่กลมกล่อมและสม่ำเสมอในทุกๆ แก้ว




รู้จักเมล็ดกาแฟและระดับการคั่ว


จุดเริ่มต้นของกาแฟที่ดีคือการเลือกเมล็ดที่เหมาะสม การทำความเข้าใจความแตกต่างของเมล็ดกาแฟแต่ละชนิดและระดับการคั่วนั้นสำคัญอย่างยิ่ง


1. สายพันธุ์กาแฟ: อาราบิก้า vs โรบัสต้า


  • อาราบิก้า (Arabica): เป็นสายพันธุ์ที่นิยมที่สุดในโลก (ประมาณ 60%) โดดเด่นด้วยรสชาติที่ซับซ้อน มีกลิ่นหอมหลากหลาย เช่น กลิ่นดอกไม้หรือผลไม้ มีความเปรี้ยวนุ่มนวล และมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่า แต่คาเฟอีนน้อยกว่า

  • โรบัสต้า (Robusta): มีสัดส่วนการผลิตประมาณ 40% ของโลก โดดเด่นเรื่องความเข้ม บอดี้หนักแน่น รสชาติขมหรือมีกลิ่นถั่ว และมีคาเฟอีนสูงกว่ามาก นอกจากนี้ยังทนทานต่อสภาพอากาศและโรคพืชได้ดีกว่า จึงอาจกลายเป็นอนาคตที่สำคัญของวงการกาแฟในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง


2. ระดับการคั่ว (Roast Profile)


การคั่วคือกระบวนการที่เปลี่ยนเมล็ดกาแฟดิบสีเขียวให้เป็นเมล็ดสีน้ำตาลหอมที่เราคุ้นเคย โดยแต่ละระดับการคั่วจะปลดล็อกรสชาติที่แตกต่างกัน:

  • คั่วอ่อน (Light Roast): รสชาติเฉพาะตัวของแหล่งปลูกจะเด่นชัด มีความเปรี้ยวสดใสและซับซ้อน มักจะมีบอดี้ที่เข้มข้น

  • คั่วกลาง (Medium Roast): รสชาติกลมกล่อม มีความสมดุลระหว่างความเปรี้ยวและความขม

  • คั่วเข้ม (Dark Roast): รสชาติจะมาจากกระบวนการคั่วเป็นหลัก มีกลิ่นหอมควัน (Smoky) และรสขมนำ ความเปรี้ยวแบบผลไม้จะหายไป

หากคั่วเข้มเกินไปหรือที่เรียกว่า "Over-roasting" จะทำให้รสชาติดีๆ ของเมล็ดถูกทำลายไปจนกลายเป็นรสขมไหม้



7 เคล็ดลับชงกาแฟเองแบบโปรที่คุณทำตามได้


เมื่อได้เมล็ดกาแฟและระดับการคั่วที่ถูกใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการชง ซึ่งมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยยกระดับรสชาติให้กาแฟของคุณอร่อยยิ่งขึ้น


1. น้ำ: หัวใจสำคัญที่หลายคนมองข้าม


ทั้งอุณหภูมิและคุณภาพของน้ำมีผลต่อรสชาติโดยตรง อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการชงกาแฟส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 90-99°C หากน้ำร้อนเกินไปจะทำให้กาแฟมีรสขมไหม้ แต่ถ้าน้ำเย็นเกินไปรสชาติก็จะจืดชืดไม่ถูกสกัดออกมาอย่างเต็มที่


ในส่วนของคุณภาพน้ำ ควรใช้น้ำกรองที่มีค่า pH เป็นกลาง (ประมาณ 7-8.5) ซึ่งจะช่วยดึงรสชาติกาแฟบางอย่างออกมาได้ดีกว่า ในขณะที่น้ำกลั่นซึ่งไม่มีแร่ธาตุเลยจะทำให้กาแฟรสชาติแบน


2. บดกาแฟก่อนชงทันทีและใช้เครื่องบดแบบเฟือง


กลิ่นหอมของกาแฟจะระเหยไปอย่างรวดเร็วหลังจากการบด ดังนั้นควร บดกาแฟ ก่อนชงทันทีเพื่อรักษากลิ่นและรสชาติที่ดีที่สุด และควรลงทุนในเครื่องบดแบบเฟือง (Burr Grinder) เพราะจะบดเมล็ดกาแฟให้มีขนาดเท่าๆ กันมากกว่าเครื่องบดแบบใบมีด ทำให้การสกัดรสชาติกาแฟเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและได้รสชาติที่กลมกล่อม

ขนาดของการบดก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรเลือกขนาดให้เหมาะกับวิธีชง เช่น

  • บดหยาบ: สำหรับ French Press หรือ Cold Brew (คล้ายเกลือเม็ดใหญ่)

  • บดกลาง: สำหรับการชงแบบดริป (คล้ายทรายหยาบ)

  • บดละเอียด: สำหรับ Espresso (คล้ายแป้ง)


3. อย่าลืมใช้เครื่องชั่งและนาฬิกาจับเวลา


การใช้เครื่องชั่งดิจิทัลจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมอัตราส่วนระหว่างกาแฟกับน้ำได้อย่างแม่นยำ ทำให้รสชาติกาแฟสม่ำเสมอในทุกครั้งที่ชง ส่วนนาฬิกาจับเวลาจะช่วยให้คุณควบคุมระยะเวลาในการสกัดกาแฟได้ ทำให้กาแฟไม่สกัดมากเกินไปจนขม หรือสกัดน้อยเกินไปจนจืด


4. ใช้เทคนิค Blooming


การ ชงกาแฟเอง แบบดริปให้ได้รสชาติที่ดี ควรใช้เทคนิค Blooming หรือการพรมน้ำร้อนปริมาณเล็กน้อยลงบนผงกาแฟก่อน แล้วรอประมาณ 30-40 วินาทีให้กาแฟพองฟู การทำเช่นนี้จะช่วยไล่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ถูกกักเก็บอยู่ในเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ออกไป ทำให้รสชาติกาแฟดีขึ้นและชัดเจนขึ้น


5. ลองเติมเกลือเล็กน้อย


เคล็ดลับที่ฟังดูแปลกแต่ได้ผลจริงคือการเติมเกลือลงไปในกาแฟเล็กน้อย เกลือมีคุณสมบัติในการลดการรับรสขมที่ลิ้นของเรา ทำให้เราสามารถสัมผัสกับรสชาติหวานที่ซ่อนอยู่ในกาแฟได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกับกาแฟที่คั่วเข้มๆ ซึ่งมีรสขมนำ



Cold Brew: อีกหนึ่งวิธีชงที่ง่ายและดีต่อสุขภาพ


หนึ่งใน เทคนิคการชงกาแฟ ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันคือ Cold Brew หรือกาแฟสกัดเย็น ซึ่งมีจุดเด่นคือมีความเป็นกรดต่ำกว่ากาแฟที่ชงด้วยน้ำร้อน ทำให้ดื่มแล้วสบายท้องกว่า เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อนหรือกระเพาะอาหาร


ทำไมถึงมีความเป็นกรดน้อยกว่า? การใช้น้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องในการสกัดกาแฟเป็นเวลานานๆ จะดึงสารประกอบที่เป็นกรดและน้ำมันบางชนิดออกมาได้น้อยกว่าการใช้น้ำร้อน ทำให้รสชาติที่ได้มีความนุ่มนวล หวาน และขมน้อยลง


วิธีทำ Cold Brew ง่ายๆ:

  1. บดกาแฟ: ใช้กาแฟบดหยาบ (เหมือนที่ใช้กับ French Press)

  2. แช่: ผสมกาแฟบดกับน้ำเย็นในอัตราส่วนที่ชอบ (1:8 หรือ 1:10)

  3. รอ: แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นเป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง

  4. กรอง: นำมาผ่านการกรองเพื่อแยกกากกาแฟออก

การทำ Cold Brew สามารถใช้ได้กับเมล็ดกาแฟทุกสายพันธุ์และระดับการคั่ว โดยเฉพาะการนำเมล็ดกาแฟคั่วเข้มอย่าง French Roast มาทำ Cold Brew จะช่วยลดรสขมที่มาพร้อมกับการคั่วเข้มมากๆ ทำให้ได้กาแฟที่ยังคงมีความเข้มข้นแต่ดื่มง่ายและมีรสชาติคล้ายดาร์กช็อกโกแลต


สรุป: การชงกาแฟคือศิลปะที่ต้องฝึกฝน


การ ชงกาแฟเอง ให้ได้รสชาติเหมือนบาริสต้ามืออาชีพไม่ใช่เรื่องยากหากคุณเข้าใจในหลักการและตัวแปรสำคัญต่างๆ ที่ส่งผลต่อรสชาติ การลองผิดลองถูกและปรับเปลี่ยนปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ เช่น อุณหภูมิน้ำ ขนาดการบด หรือเวลาในการสกัด จะช่วยให้คุณได้ค้นพบโปรไฟล์รสชาติที่ใช่สำหรับตัวเอง


การ บดกาแฟ ก่อนชง การใช้เทคนิค Blooming และการควบคุมปริมาณกาแฟและน้ำให้แม่นยำ ล้วนเป็น เคล็ดลับชงกาแฟ ที่จะช่วยให้คุณยกระดับการชงกาแฟที่บ้านจากธรรมดาให้กลายเป็นพิเศษ และทำให้ทุกแก้วที่คุณชงมีรสชาติที่สม่ำเสมอและน่าประทับใจ


พร้อมที่จะ ชงกาแฟเองที่บ้าน แบบมืออาชีพแล้วหรือยัง? ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ แล้วมาแบ่งปันประสบการณ์ของคุณให้ฟังได้เลย!

จัดส่งฟรี EMS เมื่อซื้อครบ 600 บาท! 

รับสิทธิ์จัดส่งฟรีแบบ EMS สำหรับยอดสั่งซื้อสุทธิตั้งแต่ 600 บาทขึ้นไป (เฉพาะการจัดส่งภายในประเทศไทยเท่านั้น) เพียงกรอกโค้ดส่วนลด freeship ในช่องโค้ดส่วนลดก่อนชำระเงิน


สำนักงานใหญ่
บริษัท เดอะ คอฟฟี่ บีน โรสติ้ง จำกัด
11 ซอยโชคชัย 4 ซอย 28 ถ.โชคชัย 4 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230 ประเทศไทย


เวลาทำการบริษัท 
วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8:30 - 17:00 น.
หยุดสุดสัปดาห์และวันนักขัตฤกษ์

 

Copyright ® 2025 The Coffee Bean Roasting Co., Ltd.